มจธ. ปั้น “นักสื่อสารสุขภาพ” อุดช่องว่างกำลังคน ดันไทย สู่ศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Medical Hub)

มจธ. ปั้น “นักสื่อสารสุขภาพ” อุดช่องว่างกำลังคน ดันไทย สู่ศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Medical Hub)

ท่ามกลางอุตสาหกรรมสุขภาพและการแพทย์ไทยที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง โรงพยาบาลและคลินิกเอกชนเพิ่มขึ้นรวดเร็วจากแรงหนุนของการเข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ” และนโยบายรัฐที่ผลักดันไทยสู่ “ศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Health and Wellness Hub)” แต่โอกาสที่เกิดขึ้นมาพร้อมความท้าทายที่ฝังรากลึกนั้นคือ “ช่องว่างทางการสื่อสาร” ระหว่างองค์ความรู้ทางการแพทย์ที่ซับซ้อนกับความเข้าใจของประชาชน ซึ่งเห็นชัดในช่วงโควิด-19 เมื่อการสื่อสารที่คลาดเคลื่อนสร้างความสับสนและความเสี่ยงด้านสุขภาพในวงกว้าง ยิ่งตลาดแข่งขันสูงเท่าไร การสื่อสารที่ตามไม่ทันยิ่งกลับกลายเป็น Pain Point ของระบบสาธารณสุขไทย เพราะบุคลากรการแพทย์ต้องอธิบายเรื่องยาก ตั้งแต่ขั้นตอนการรักษาไปจนถึงการปฏิบัติตัวในภาวะโรคระบาดให้คนจำนวนมาก “เข้าใจอย่างรวดเร็วและถูกต้อง” เพื่อปิดช่องว่างนี้ “นักสื่อสารสุขภาพ (Health Communicator)” ผู้ที่มีทักษะด้านแพทย์ ศิลปะ และเทคโนโลยีผสานกัน จึงเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) ของสังคม และเป็นสายงานเฉพาะทางที่มีตำแหน่งรองรับหลากหลาย เช่น นักเวชนิทัศน์ และ Content Creator ที่เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน

หลักสูตรเทคโนโลยีบัณฑิต สาขาวิชามีเดียทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์ (Bachelor of Technology Program in Medical and Science Media) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อสร้างคนทำงานสื่อสารด้านสุขภาพรุ่นใหม่ที่มีดีเอ็นเอของนักวิทยาศาสตร์ แต่มีหัวใจของศิลปิน พวกเขาทำหน้าที่เป็น “คนกลาง” ที่มีความสามารถในการแปลงสารทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์ที่ซับซ้อนให้กลายเป็นสื่อที่เข้าใจง่าย ตรงประเด็น และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป้าหมายหลักคือ “ทำให้ทั้ง 2 ฝ่ายสามารถเข้าใจกัน” โดยเปลี่ยนศัพท์เทคนิคยากๆ ให้เป็นเรื่องที่คนทั่วไปสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้

ดร.ระลึก อินเสมียน ประธานหลักสูตรเทคโนโลยีบัณฑิต สาขาวิชามีเดียทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์ กล่าวว่า หลักสูตรนี้ มุ่งเน้นการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติจริง (Hands-on) ผ่านโครงงานที่แก้ปัญหาจริงในสถานประกอบการ ผ่าน “การผสมผสานระหว่างศาสตร์แบบสหวิทยาการ (Interdisciplinary)” 3 ด้านหลัก ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างบัณฑิตที่มีความสามารถรอบด้านคือ 1) รากฐานการแพทย์ (Medical Foundation) นักศึกษาจะได้เรียนรู้วิชาพื้นฐานการแพทย์ที่เข้มข้น ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญเช่นเดียวกับที่นักศึกษาแพทย์ต้องเรียนในชั้นปีต้นๆ ครอบคลุมตั้งแต่ กายวิภาคศาสตร์ (Anatomy), พยาธิวิทยา (Pathology), สรีรวิทยา (Physiology) ไปจนถึงความรู้เฉพาะทาง เช่น นิติวิทยาศาสตร์ 2) ศิลปะและการออกแบบ (Art & Design) ปูพื้นฐานทักษะที่จำเป็นในการสร้างสรรค์สื่อ เช่น การวาดภาพ การถ่ายภาพ และการออกแบบกราฟิก โดยมุ่งเน้นการออกแบบเพื่อเป้าหมายทางการสื่อสารที่ชัดเจน ไม่ใช่เพียงเพื่อความสวยงาม และ 3) เทคโนโลยีสื่อ (Media Technology) คือ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือสมัยใหม่ในการผลิตสื่อ เช่น แอนิเมชัน 3 มิติ, VR/AR, หรือสื่อดิจิทัลต่างๆ ซึ่งเป็นจุดแข็งของ มจธ.

น้องปันปัน รมิดา ประสิทธิลักษณะ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 กล่าวถึงการเรียนในหลักสูตรนี้ว่า “พวกเราชอบนิยามตัวเองว่าเป็น “เด็กวิทย์หัวใจศิลป์” เพราะเราชอบวิทยาศาสตร์ ชีววิทยา แต่ก็หลงใหลในศิลปะและความคิดสร้างสรรค์ด้วย หลักสูตรนี้จึงตอบโจทย์พวกเราที่สุด ได้เรียนรู้ทั้งวิชาที่ตนเองชื่นชอบ เช่น การปั้นโมเดลอวัยวะที่จับต้องได้ ควบคู่ไปกับการเรียนรู้เนื้อหาทางการแพทย์ที่เข้มข้นระดับเดียวกับนักศึกษาแพทย์ ซึ่งหลักสูตรยังมอบประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากที่อื่น เช่น การไปศึกษาดูงาน ณ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อเรียนรู้สาเหตุการเสียชีวิตในรูปแบบต่างๆ หรือการเรียนถ่ายภาพทางการแพทย์ ซึ่งมีข้อกำหนดที่แตกต่างจากการถ่ายภาพทั่วไป ตั้งแต่การจัดวางมุมกล้องที่ต้องเป็นมาตรฐาน ไปจนถึงการถ่ายทอดรายละเอียดของรอยโรคอย่างชัดเจน เราต้องรู้ว่าจะถ่ายภาพอย่างไรให้เห็นขอบนูนของแผล เพื่อให้ทีมแพทย์ใช้วินิจฉัยและใช้เป็นกรณีศึกษาได้อย่างแม่นยำ”

ปัจจุบันโอกาสในการทำงานของนักศึกษาที่จบจากสาขามีเดียทางการแพทย์ฯ นี้ เปิดกว้างและชัดเจนขึ้นมาก จากเดิมที่ถูกมองว่าเติมช่องว่างในโรงพยาบาล แต่ทุกวันนี้ตลาดขยายไปทั้งโรงพยาบาลรัฐ-เอกชน โรงเรียนแพทย์ คลินิก บริษัทยา และเครื่องมือแพทย์ ไปจนถึงธุรกิจ Wellness/Health Tech ที่ต้องการคนสื่อสารเรื่องสุขภาพให้เข้าใจง่ายและถูกต้อง ตำแหน่งงานต่อยอดได้ตั้งแต่นักเวชนิทัศน์ ช่างภาพ นักโสตทางการแพทย์ ไปจนถึงสายครีเอทีฟสุขภาพ เช่น นักผลิตสื่อประชาสัมพันธ์, Content Creator นักสื่อสารวิทยาศาสตร์ คนทำกราฟิกและภาพประกอบ คนทำหุ่นจำลอง และแอนิเมชัน
“สิ่งที่เราเห็นชัดคือ ความต้องการบุคลากรสายนี้เติบโตเร็วมาก แต่คนที่มีทักษะแบบนี้ยังออกสู่ตลาดน้อยเกินไป ทั้งประเทศไทยมีไม่กี่สถาบันที่มีหลักสูตรแบบนี้ สร้างบุคลากรรวมกันได้ปีละแค่ร้อยกว่าคน เมื่อเทียบกับจำนวนโรงพยาบาลและคลินิกที่มีอยู่และเพิ่มสูงขึ้นเร็วมากในปัจจุบัน จึงไม่ได้เป็นแค่อาชีพเฉพาะทาง แต่เป็นอาชีพที่กำลัง ‘ขาดแคลนในระดับโครงสร้าง’ และนี่เป็นโอกาสด้านการทำงานที่ชัดเจนมากสำหรับคนรุ่นใหม่ที่อยากเข้าสู่สายสุขภาพในบทบาทที่แตกต่างออกไปในยุคนี้” ดร.ระลึก เล่าถึงโอกาสที่เปิดกว้างมากสำหรับคนที่เรียนหลักสูตรนี้

สำหรับ มจธ.การลงทุนเพื่อเพิ่มจำนวนและคุณภาพของ “นักสื่อสารสุขภาพ” ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานเท่านั้น แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหาระดับนโยบาย เพราะเมื่อคนไทยเข้าใจเรื่องของสุขภาพตัวเองได้ดีขึ้น จะป้องกันโรคได้มากขึ้น ลดภาระค่าใช้จ่ายการรักษาในระยะยาว และช่วยให้ประเทศพร้อมเดินหน้าสู่ ศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Health and Wellness Hub) อย่างยั่งยืน

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ